ST-demo

เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว

เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว ฟังทางนี้กฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัว เพราะมีผลบังคับใช้ไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 66 เพื่อชี้แจงความโปร่งใสและแสดงถึงความปลอดภัยของการบริการ จากผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ กฎหมาย DPS เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้แพลตฟอร์มต่างๆที่ให้บริการกับผู้ใช้มีความปลอดภัยและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาและลดปัญหาที่อาจจะขึ้นได้ในออนไลน์ได้ กฎหมาย แพลตฟอร์มดิจิทัล คืออะไร ตามที่พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. ๒๕๖๕ (พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๕ และจะมีผลใช้บังคับ ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักรต้องมาดำเนินการแจ้งให้ทราบ รวมถึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีมาตรฐานการให้บริการที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสาธารณชน พูดง่ายๆ คือ ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ที่มุ่งเน้นการที่ดูแลผู้ประกอบธรุกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิตอล ผู้ประกอบการ ผู้ดูแล และเจ้าของธุรกิจ เพื่อให้ข้อมูลและให้ความให้ความร่วมมือกับทาง ETDA เริ่มทำแบบทดสอบว่าเข้าข่าย แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไหน? ผู้ประกอบการสามารถกดทำแบบทดสอบ ประเมินตนเอง ได้ทันทีที่ลิ้งค์ https://eservice.etda.or.th/dps-assessment/ กฎหมายนี้สำคัญกับใครบ้าง? 1.สำหรับเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์ ต้องมาจดแจ้ง คือ เป็นพื้นที่ที่ให้คนซื้อขายมาเจอกัน มีการลงทะเบียนยูสเซอร์และมีผู้ใช้งานเกิน 5,000 คนต่อเดือน หากเป็นนิติบุคคลต้องมีรายได้เกิน 50 ล้านบาทต่อปี และหากเป็นบุคคลทั่วไป ต้องมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีผู้ประกอบการเข้าข่ายต้องมาจดแจ้งประมาณ 1,000 ราย 2.ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ยูทูบ กูเกิล และผู้ให้บริการอีมาร์เกตเพลส เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขาย บ้าน รถยนต์ และอื่น ๆ เป็นต้น สำหรับกลุ่มที่ไม่ต้องจดแจ้ง สำหรับ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องมาจดแจ้ง เป็นหน้าที่ของเจ้าของแพลตฟอร์มที่ต้องดำเนินการ และต้องมีการตั้งผู้ประสานงานในไทย และมีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนกลางที่เกิดจากการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังจากที่ผ่านมา มีกรณีไม่สามารถติดต่อผู้ให้บริการเหล่านี้ได้ ผู้ประกอบการรายย่อยต้องจดหรือไม่? สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลรายย่อย หมายถึง กรณีบุคคลธรรมดารายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท หรือมีผู้ใช้บริการต่ำกว่า 5,000 คนต่อเดือน หรือถ้าเป็นนิติบุคคลรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท หรือมีผู้ใช้บริการต่ำกว่า 5,000 คนต่อเดือน ในกรณีเช่นนี้ธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดังกล่าวจะไม่มีลักษณะตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ทำให้ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและการควบคุมดูแลตามหมวด 2 แต่ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลรายย่อยจะต้องแจ้งรายการโดยย่อเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้แก่ ชื่อบริการแพลตฟอร์ม ประเภทบริการแพลตฟอร์ม และช่องทางการให้บริการ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประสานงานในราชอาณาจักรในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรเพื่อให้ ETDA ทราบ นอกจากนี้ ยังต้องแจ้งข้อมูลรายปีสำหรับมูลค่าการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายจากการให้บริการ ตลอดจนจำนวนรวมของผู้ใช้บริการและจำนวนของผู้ใช้บริการแต่ละประเภทอีกด้วย สำหรับการแจ้งเลิกประกอบธุรกิจ ก็มีก็ปฎิบัติ! หากวันหนึ่งมีผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเลิกประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องมีการแจ้งเลิกประกอบธุรกิจด้วย ดังนี้ (ร่าง) พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. …. จึงได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยบริการแพลตฟอร์มที่มีลักษณะทั่วไปจะต้องแจ้งต่อ ETDA ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะเลิกประกอบธุรกิจ แต่หากเป็นบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นสื่อกลางในการเสนอสินค้าหรือบริการ (Marketplace) หรือเป็น Search engine หรือเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือแพลตฟอร์มที่มีลักษณะเฉพาะ ต้องแจ้งให้ ETDA ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 120 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะเลิกประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มที่เป็น Marketplace หรือ Search engine หรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือแพลตฟอร์มที่มีลักษณะเฉพาะจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้หรือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย หรือการอื่นที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลตามกฎหมายฉบับนี้จะต้องประกาศให้ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลทราบถึงการแจ้งเลิกการประกอบธุรกิจทันทีที่ได้แจ้งให้ ETDA ทราบ จากนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าผู้ประกอบธุรกิจได้ดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากได้ดำเนินการโดยครบถ้วนแล้ว หรือหากไม่พบผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งได้รับความเสียหายไม่ติดใจที่จะให้ดำเนินการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะออกใบรับแจ้งการเลิกประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ และให้ถือว่าเลิกประกอบธุรกิจเมื่อออกใบรับแจ้งดังกล่าว ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ETDA บทความล่าสุด ทำการตลาดยังไง? ให้ดึงดูด Gen Z? ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!! Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์ เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว

Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์

Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์ Influencer ทางเลือกใหม่ที่ใช่กว่า ของการทำการตลาดออนไลน์ ทำธุรกิจยุคนี้ต้องรู้!Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์ST Design จะพาทุกคนไปดูกันครับ Influencer คือ กลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายมีชื่อเสียงในด้านต่างๆ และบอกต่อเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย สำคัญอย่างไรในด้านการตลาด ? ในด้านของการตลาดออนไลน์ การมี Influencer ก็เปรียบเสมือนการบอกต่อปากต่อปากสร้างการรับรู้ และดึงดูดความสนใจได้ดี ทำให้แบรนด์ดูดี มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น Influencer แบ่งออกด้วยกันได้ 5 ประเภท 1. Nano Influencer (มีผู้ติดตาม 1,000 – 10,000 คน) มีอิทธิพลในหมู่คนที่รู้จักเช่น เพื่อน ดาวโรงเรียน นักกีฬา มีลักษณะโดดเด่นน่าจดจำราคาการว่าจ้างไม่สูงมาก ดูเข้าถึงง่าย สร้างความน่าเชื่อถือได้ดี 2. Micro Influencer (มีผู้ติดตาม 10,000-50,000 คน)  มีฐานแฟนคลับ หรือคอนเทนต์มีรูปแบบที่น่าสนใจ สร้างสรรมากยิ่งขึ้น จึงดึงดูดผู้คนได้มากขึ้นและมีแนวทางที่ชัดเจน เช่น ช่องทำอาหาร รีวิว ท่องเที่ยว จะได้การรีวิวที่ตรงวัตถุประสงค์และเฉพาะทาง 3. Mid-Tier Influencer (มีผู้ติดตาม 50,000-100,000 คน)  มีแนวทาง และตัวตนที่ชัดเจน การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายมีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นรู้ว่าผู้ติดตามต้องการอะไร หรือคอนเทนต์ไหนที่ตอบโจทย์ จึงสร้างการรับรู้ได้ตรงจุดมากขึ้น 4. Macro Influencer (มีผู้ติดตาม 100,000-1,000,000 คน) กลุ่มนี้จะมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น โดดเด่น และมีแนวทางที่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สร้างรายได้จากคอนเทนต์ของตัวเอง จะสามารถสื่อสารได้ดี เพราะผ่านกระบวนการคิดและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด 4. Macro Influencer (มีผู้ติดตาม 100,000-1,000,000 คน) บุคคลเหล่านี้จะมีชื่อเสียงมากในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ดารา นักกีฬา นักร้อง ที่ผู้คนยอมรับ มีชื่อเสียงวงกว้างสร้างการรับรู้แบบไม่เจาะจง มีแรงจูงใจที่ทำให้คนซื้อ คือการซื้อสินค้าตามดาราเพราะเป็นแฟนคลับ เป็นต้น บุคคลเหล่านี้จะมีชื่อเสียงมากในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ดารา นักกีฬา นักร้อง ที่ผู้คนยอมรับ มีชื่อเสียงวงกว้างสร้างการรับรู้แบบไม่เจาะจง มีแรงจูงใจที่ทำให้คนซื้อ คือการซื้อสินค้าตามดาราเพราะเป็นแฟนคลับ เป็นต้น บทความล่าสุด ทำการตลาดยังไง? ให้ดึงดูด Gen Z? ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!! Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์ เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว

ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!!

ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!! ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!! ทำความรู้จักกับ Line Official Account ให้มากขึ้น มาดูกันว่า ตอนนี้มีฟีเจอร์อะไรบ้างที่น่าสนใจ เพื่อให้ได้นำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้บ้าง 1. Greeting Message เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้ทางแบรนด์สามารถตั้งค่าข้อความที่จะส่งไปยังผู้ติดตามใหม่ได้อัตโนมัติ โดยข้อความนี้จะไปขึ้นบนแชทของแบรนด์กับผู้ที่กดเพิ่มเพื่อนกับ LINE OA นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรูปแบบของการส่งข้อความต้อนรับนี้ได้มากถึง 10 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การส่งข้อความเป็นตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ และอีกมากมาย เพื่อให้ข้อความ สอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดมากที่สุด 2. Rich Menu เป็นฟีเจอร์ที่สามารถสร้างเมนูลัดด้านล่างแชท LINE ได้ ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น สามารถเพิ่มลูกเล่นได้ถึง 6 เมนู ซึ่งเราจะกำหนดได้ว่า หากลูกค้าคลิกที่ปุ่มแล้ว จะลิงก์ไปที่ไหนเมื่อเราโปรโมทออกไป ก็จะช่วยให้ลูกค้าเข้ามาคลิกผ่าน Rich Menu เพื่อเข้าไปซื้อสินค้าของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. Chat Tag เป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการระบบตอบข้อความให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยที่ทางแบรนด์ สามารถเพิ่มแท็ก หรือหมวดหมู่ให้กับแชทได้ เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามผล และการจดจำว่าลูกค้าคนไหนอยู่ในสถานะไหน มีแนวโน้มที่จะสนใจสินค้าไหน เพื่อให้ทีมแอดมินนั้นสามารถจดจำลูกค้าแต่ละคนได้ และสามารถพูดคุย แนะนำสินค้าหรือบริการได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น 4. Card Message เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับผู้ติดตามได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่ม Engagement ได้ดี โดยจะเป็นการส่งข้อความในรูปแบบของ Carousel ซึ่งผู้ติดตามสามารถเลื่อนดูได้จนครบทุกภาพ รวมถึงยังสามารถใช้งานร่วมกับ Auto-Reply Message ได้อีกด้วย ซึ่งทางแบรนด์สามารถตั้งค่าให้ลิงก์ไปยังหน้าแสดงสินค้า หรือหน้าอื่นๆ ได้ บทความล่าสุด ทำการตลาดยังไง? ให้ดึงดูด Gen Z? ฟีเจอร์สุดเจ๋งใน Line OA ที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรพลาด!! Influencer สำคัญอย่างไร? ต่อการทำการตลาดออนไลน์ เจ้าของธุรกิจต้องรู้ กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล! มีผลบังคับใช้แล้ว

Phone
Messenger
Line
Messenger
Line
Phone